"ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง
คนไม่ดูหนังสือยัง สอบได้
คนดูหัวแทบพัง สอบตก
เพราะฉะนั้นไซร้ อย่าได้ดูมัน"
นักเรียนนักศึกษาอย่าเอาโคลงบทนี้ไปเป็นเยี่ยงอย่างนะครับ เพราะมันเป็นทัศนคติ
ผิดๆ นำมาเล่าสู่กันฟังตลกๆ เท่านั้นเอง คนเราบางครั้งก็มีความคิดเห็นผิดไปจะมาก
น้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับภูมิปัญญาของแต่ละคนแต่การอยู่ในสังคมที่จำต้องทำอะไรร่วมกัน
หากเป็นประชาธิปไตยก็ต้องทำไปตามความเห็นของคนส่วนใหญ่ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ใช้
ระบอบประชาธิปไตยวงการแพทย์ก็ควรเป็นระบอบประชาธิปไตยด้วยเช่นกันแต่ใน
ทางปฏิบัติดูคล้ายจะเป็นเผด็จการมากกว่า เพราะการตรวจรักษาผู้ป่วยโดยมากจะ
กระทำไปตามความคิดเห็นของแพทย์เพียงคนเดียวหรือฝ่ายเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้หาก
มีทัศนคติแบบผิดๆก็อาจเกิดเรื่อง
การที่จะเปลี่ยนพฤตติกรรมของการตรวจรักษาโรคให้เป็นประชาธิปไตยแม้ว่าจะเป็น
เรื่องยาก เพราะมันทำให้หมอรู้สึกว่าถูกลิดรอนสิทธิหรือลดทอนอำนาจลงมา แต่ก็พอ
จะทำได้หากทั้งหมอและผู้ป่วยยอมรับที่จะเปลี่ยนแปลง โดยหมอจะต้องใจกว้างขึ้น รู้จัก
ฟังความคิดเห็นผู้อื่นมากขึ้นและเปลี่ยนพฤติกรรมที่ชอบทำอะไรเป็นเอกเทศ หันมาทำ
เป็นหมู่คณะหรือทำเป็นทีม ยอมรับให้ผู้ป่วยและญาติเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น มีการ
ประชุมปริกษาหารือกันในระหว่างเพื่อนแพทย์ด้วยกันมากขึ้น ใช้เหตุผลให้มากและใช้
อารมณ์ให้น้อย ส่วนผู้ป่วยก็จะต้องรู้จักใช้สิทธิของตัวเองขอมีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ต้องมี
การตรวจสอบแต่ไม่ใช่จับผิดการกระทำของหมอมากขึ้น
ทัศนะคติผิดๆ เกี่ยวกับการป่วยและการตรวจ - รักษาที่อยากให้เลิกมีดังนี้
1. ป่วยแล้วคิดว่าไม่ป่วย ถือว่า ชะล่าใจหรือประมาท
2. ไม่ป่วยแล้วคิดว่าป่วย ถือว่า หวาดระแวง
3. ไปหาหมอต้องได้ยา ถือว่าโง่ เพราะอาการป่วยหรือโรคบางอย่างไม่ต้องใช้ยา
4. คิดว่ายาฉีดดีกว่ายากิน ถือว่า เข้าใจผิดเพราะปัจจุบันและในอนาคตมีการ
พัฒนาให้ยากินดีกว่ายาฉีด
5. ไปหาหมอแล้วไม่ซักถามให้ละเอียดว่าตนป่วยเป็นอะไร หมอจะตรวจ - รักษา
อย่างไรต่อไปจะเป็นอย่างไร จะเสียค่าใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหนถือว่าบกพร่อง
6. ไปหาหมอแล้วไม่บอกเล่าอาการเจ็บป่วยโดยละเอียดถี่ถ้วน เพราะคิดว่าเป็น
หน้าที่ของหมอที่จะตรวจหาเองว่าป่วยเป็นอะไร ถือว่า ซึมกระทือหรือซื่อบื้อ
จากหนังสือเรื่อง "หมอปากหมา เล่ม 2 "