มีผู้ป่วยหญิงชรารายหนึ่งมาโรงพยาบาล ด้วยเรื่องนั่งถ่ายปัสสาวะบนกระโถนแล้วเป้นลม
ดีที่ลูกสาวรับไว้ได้ทัน แต่เรื่องราวของผู้ป่วยไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เมื่อได้ซักถามจากลูกสาว
ก็ได้ความว่า ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียมาหลายปี โดยเริ่มต้นเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนด้วย
อาการปวดท้อง ซึ่งต่อมาได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี หลังผ่าตัดก็ยังมีอาการปวดท้องอยู่
หลังจากนั้นต่อมา หมอพบว่าไตอักเสบเรื้อรังและไตพิการอาการปวดท้อง อ่อนเพลีย เบื่อ
อาหารมีแต่ทรงๆ ทรุดๆ หกล้มบ่อยเป้นเหตุให้กระดูกนิ้วมือหัก ถัดมาก็กระดูกข้อมือหัก
และล่าสุดกระดูกต้นขาขวาหัก ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกข้อสะโพก ต้องใช้จ่ายเงิน
กว่า 1 แสนบาท และหลังจากผ่าตัดไปเมื่อ 1 เดือนก่อนหน้านี้ ผู้ป่วยก็ลุกไม่ขึ้นอีกเลย อ่อนเพลียมาก กินอาหารได้น้อย
เรื่องของผู้ป่วยรายนี้ก่อให้เกิดคำถามค้างคาใจผู้เขียน จนต้องนำมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้
1. นิ่วในถุงน้ำดในผู้ป่วยรายนี้เป็นสาเหตุของการปวดท้องจริงหรือ? ถ้าจริง
เหตุใดผ่าตัดไปแล้วไม่ดีขึ้นกลับทรุดลง?
2. ไตอักเสบและไตพิการเป็นมาตั้งแต่เมื่อใด? จะเป็นสาเหตุของการ
ปวดท้องในครั้งแรกและครั้งต่อๆ มาได้หรือไม่?
3. การที่ป่วยทรุดโทรมจากตพิการ ย่อมเสี่ยงต่อการหกล้มและกระดูกหักง่าย
เพราะกระดูกอ่อน เหตุใดจึงปล่อยให้เป็นเช่นนั้น?
ทำไมไม่หาวิธีป้องกันแทนที่จะ
ตามแก้กันเท่านั้น?
4. เมื่อหกล้มเดือนที่แล้วจนกระดูกต้นขาขวาหัก สมควรต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก
หรือไม่? เพราะผู้ป่วยไม่ใช่คนมีฐานะดีและป่วยเรื้อรังจากไตพิการ ซึ่งผลการผ่าตัด
ก็ฟ้องว่าการผ่าตัดไม่ได้ช่วยให้สุขภาพของผู้ป่วยดีขึ้นแต่อย่างใด ยังคงลุกไม่ได้
อ่อนเพลียและเบื่ออาหาร แม้นั่งปัสสาวะบนกระโถนก็ยังเป้นลมล้มลงได้ ฉะนั้น
ผ่าตัดไปแล้วใช้เดินไม่ได้จะมีประโยชน์อันใด?
5. เวลาหมอรักษาผู้ป่วย ได้พิจารณาเรื่องของสุขภาพโดยรวม ซึ่งประกอบด้วย ร่างกาย
จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณกันโดยรอบคอบหรือไม่ เพราะถ้าพิจารณาเรื่องสภาพ
โดยรวมของผู้ป่วยรายนี้ก็คงจะไม่ผ่าตัดเงินแสนที่เสียไปไม่ช่วยให้คุณภาพชีวิตดี
ขึ้น
จากหนังสือเรื่อง "หมอปากหมา เล่ม 2 "