ถูก-แพง เลือกอะไร

 

     เวลาเราเสียเงินเพื่อแลกกับอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าหรือเสียค่า
  บริการใดๆ เรามักจะคิดถึงเรื่องราคาว่าเหมาะสมหรือไม่ถูกหรือแพงไปกว่าที่ควรจะเป็น
  หรือกว่าที่เราคาดไว้ ทุกคนมักชอบจ่ายถูกโดยไม่สนใจว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ของแพง
  มีคำอธิบายมากกว่าของถูกดังนั้นเวลาซื้อของได้ถูกกว่าที่ควรน่าจะลองพิจารณาหา
  เหตุผลเพราะโดยมากผู้ขายย่อมอยากได้กำไรมาก แต่เมื่อต้องยอมขายราคาถูกจน
  บางครั้งต่ำกว่าทุนย่อมต้องมีเหตุผล เช่น ของมีตำหนิ ตกรุ่น ล้างสต๊อก หรือสินค้า
  ล้นตลาดเป็นต้นมีน้อยมากที่ทำเพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้า และมีไม่น้อยที่หลอกว่าถูก
  แต่จริงๆแล้วไม่ถูกเพียงแต่ใช้ลูกเล่นทำสินค้าที่เลียนแบบมาหลอกขาย คนที่ตาไม่ถึง
  ก็จะหลงดีใจว่าจะซื้อได้ถูก

     การแพทยจัดว่าเป็นทั้งการขายสินค้าและการบริการควบคู่กันไปสินค้าหลักที่ขาย
  ก็คือยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ ผู้ใช้บริการคือผู้ป่วย เมื่อได้รับการตรวจ-รักษาก็ต้อง
  จ่ายเงินเป็นค่าสินค้าและบริการ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ป่วยจะต้องคิดว่าเงิน
  ที่เสียไปนั้นเหมาะสมหรือไม่ถูก-แพงกว่าที่ควรรู้หรือไม่ มักได้ยินกันบ่อย่ๆ ว่าสถาน
  พยาบาลนั้นถูกสถานพยาบาลนั้นแพง หรือหมอคนนั้นคิดถูกหรือหมอคนนั้นคิดแพง
  แทบจะไม่เคยได้ยินว่าเหมาะสม สำหรับการเปรียบเทียบราคานั้นก็ไม่มีมาตรฐานใดๆ
  มารองรับ เพียงแต่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ทั้งคนที่เคยไปใช้บริการมาแล้ว
  และคนที่ไม่เคยไปใช้บริการแต่คาดคะเนเอาเอง หากเราป่วยแล้วคนมาถามว่าเรา
  ต้องการรักษาอย่างถูกหรืออย่างแพง หรือพูดง่ายๆ ว่าจะเลือกอะไรระหว่างถูกกับแพง
  เราก็คงตอบไม่ได้เพราะเรื่องสำคัญมันอยู่ที่ผลการรักษาจะเป็นอย่างไรมากกว่าจะมา
  เลือกว่าถูก-แพง คำตอบก็คือขอให้เหมาะสมหรือคุ้มค่านั่นเอง

     จะเห็นได้ว่า คำว่า 'ถูก' กับ 'แพง'จะนำมาใช้กับการตรวจ-รักษาไม่ได้ คงเหลือ
  ทางเลือกเพียงขอให้ค่าตรวจ-รักษาอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมส่วนปัญหาที่ว่าจะรู้
  ได้อย่างไรเพราะได้กล่าวมาแล้วว่าไม่มีมาตรฐานตายตัวสิ่งที่พอจะวัดได้ก็เช่น
  ค่าห้อง ค่าอาหารค่าบริการทางการพยาบาล เป็นต้น ส่วนสิ่งที่วัดไม่ได้คือ
  วิธีการตรวจ - รักษาของแพทย์ ดังนั้นคำแนะนำคือ ต้องเลือกหมอตามที่เขียน
  ไว้ในบทก่อนว่าเราควรจะเลือกหมออย่างไรถ้าหากเลือกหมอได้ถูกต้อง
   ค่าใช้จ่ายจากวิธีการตรวจ-รักษาก็คงจะเหมาะสม

     ครั้งหนึ่งรถของผู้เขียนมีปัญหาแอร์ไม่เย็น นำไปเข้าอู่ได้รับการเติมน้ำยาแอร์
  แต่ไม่นานก็เสียอีกเปลี่ยนไปใช้ร้านที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งได้รับการเติมน้ำยาแอร์อีก 
  ผลก็เหมือนเดิม ผู้ขียนได้กลับไปอีกครั้งคราวนี้ได้ย้ำไปด้วยว่าห้ามเติมน้ำยาแอร์
  จนกว่าจะหาสาเหตุได แต่พอช่างตรวจแล้วหาสาเหตุอื่นไม่พบก็จัดการเติมน้ำยาแอร์
  ให้อีกผู้เขียนเลยไม่ยอมเอารถยนต์ออกจากอู่โดยขอพบผู้จัดการขอร้องให้ตรวจให้
  ละเอียด พอผู้จัดการดูด้วยตนเองเพียงแค่เอามือลูบไปตามท่อยางก็พบรอยรั่วตรง
  ข้อต่อจึงเปลี่ยนท่อยางให้ เสียเงินเพิ่มอีก500 บาทก็หมดปัญหาเรื่องนี้นำมาเปรียบ
  เทียบการแก้ปัญหาอย่างถูกกับอย่างที่เหมาะสมได้ ซึ่งผู้เขียนโชคดีอยู่บ้างที่ไม่กับ
  อย่างแพงคือช่างนึกว่าคอมเพรสเซอร์เสียแล้วจัดการเปลี่ยนให้     
  


 จากหนังสือเรื่อง "หมอปากหมา เล่ม 2 "